การจัดการความรู้รอยยิ้มของคนไทย

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
การจัดการความรู้ของรอยยิ้มคนไทย
              รอยยิ้มของคนเรานั้นนับเป็นสิ่งที่สดใสดูแล้วชั่งมีความจริงใจ อบอุ่น และสำหรับใครๆก๊มักจะอยากได้รอยยิ้มนั้นมาครอบครองรวมถึงตัวของฉันเองด้วย ทุกๆ เช้าฉันจะตื่นนอนขึ้นมาแล้วก็มองหน้ากระจกมองดู ใบหน้าของตัวเองว่าก่อนนอน และหลังตื่นนอนจะเป็นยังไงเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน คนเราถ้าปราศจากการแต่งเติมจะเป๊นยังไงชีวิตดีด้วย... 
              รอยยิ้มชีวิตของคนเราปัจจุบันในยุติโลกไร้พรมแดน มีเรื่องที่ทำให้คนเราต้องคิดและเครียดมากมายเหลือเกินโดยเฉพาะประเทศไทยที่ กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ในขณะนี้ว่ากันกันว่าถ้าใครไม่เครียด เป็นคนไม่ทันสมัยกันเชียวแหละ ซึ่งถ้าหากเครียดเล็กน้อยพอให้จิตใจได้ฝึกฝนการแก้ไขหรือเอาชนะอุปสรรค์บาง ก็เป็นการดี แต่ถ้าเผลอตัวปล่อยให้ความเครียดสะสมอยู่ในจิตใจมากๆ ย่อมไม่มีแน่นอนเพราะความเครียดจะสงผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานโรคลดน้อยลงและเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอีกมากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคแผลในกระเพราะอาหาร เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องเสียเงินในการรักษาตัว และเสียงาน ต้องลาหยุดงานบ่อยๆ 
             เอาเถอะถึงแม้ว่าสภาพสังคมแวดล้อมจะเป็นอย่างไรก็จะพยายามรักษาจิตใจของเรา ไว้ให้เบิกบานแจ่มใสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และวิธีง่ายที่สุด ประหยัด หาได้ง่าย ที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดที่อยากจะแนะนำ คือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเป็น ยาแก้เครียดขนาดนี้ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนให้เสียเงิน มันอยู่บนใบหน้าของเรานี่เอง แถมประสิทธิภาพดียอดเยี่ยมอย่างที่ใครๆ คาดไม่ถึงกัน แพทย์ที่ทำการศึกษาสรีระวิทยาของการยิ้ม พบว่า การยิ้มและเสียงหัวเราะจะมีผลดีต่อเรามาก เช่นเดียวกับการวิ่งจ๊อกกิ้งหรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอื่นๆ เนื่องจากที่เรายิ้ม กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะเคลื่อนไหวทำให้ต่อมฮอร์โมนในสมองถูกกระตุ้นให้หลั่ง สารสุขที่เรียกว่า “ เอนดอร์ฟีน ” ออกมา 
ส่วนการหัวเราะซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นตอนต่อไปจากการยิ้มนั้น จะช่วยให้ปอดได้รับออกซิเจนเพิ่มมากกว่าปกติ ช่วยให้มีการหายใจลึกขึ้นซึ่งเป็นผลให้การหมุนเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ไม่ติดขัดหลอดเลือดดำขยายตัวทำให้เลือดฉีดแรงเต็มที่ นอกจากนี้การหัวเราะยังช่วยให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นเพราะเป็นการช่วยส่ง ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้กับระบบต่างๆ และยับยังการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติได้ด้วย
            ดังนั้น ถ้าหากใครไม่อยากป่วยด้วยโรคจิตแห่งยุคสมัยก็ลองหันมาคลายเครียดด้วยร้อย ยิ้มและเสียงหัวเราะ เพราะเมื่อไหร่ที่เรายิ้มหรือหัวเราะ โลกหรือบรรยากาศรอบตัวก็ดูสดใสเหมือนกับรอยยิ้มของเรานั่นแหละค่ะ

โทษของอินเทอร์เน็ต

โทษของอินเทอร์เน็ต       
       - โทษของอินเทอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เสียหาย, ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง, แหล่งประกาศซื้อขาย
ของผิดกฏหมาย, ขายบริการทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างๆ 
         - อินเทอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำให้การควบคุมกระทำได้ยาก 
         - มีข้อมูลที่มีผลเสียเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก 
         - ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้การค้นหากระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร 
         - เติบโตเร็วเกินไป 
         - ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง-กลั่นแกล้งจากเพื่อน 
         - ถ้าเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้ 
         - ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ 
         - ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้ (นั่นจะเป็นเฉพาะการต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Dial up แต่ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะสามารถใช้งานโทรศัพท์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย) 
         - เป็นสถานที่ที่ใช้ติดต่อสื่อสาร เพื่อก่อเหตุร้าย เช่น การวางระเบิด หรือล่อลวงผู้อื่นไปกระทำชำเรา 
         - ทำให้เสียสุขภาพ เวลาที่ใช้อินเตอร์เนตเป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว 
 
โรคติดอินเทอร์เน็ต 
         โรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic) เป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S Young ได้ศึกษาและวิเคราะห์ไว้ว่า บุคคลใดที่มีอาการดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 ประการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี แสดงว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต
         - รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต 
         - มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้ 
         - รู้สึกหงุดหงิดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง หรือหยุดใช้ 
         - คิดว่าเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น 
         - ใช้อินเทอร์เน็ตในการหลีกเลี่ยงปัญหา 
         - หลอกคนในครอบครัว หรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตของตนเอง 
         - มีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต เช่น หดหู่ กระวนกระวาย 
        ซึ่งอาการดังกล่าว ถ้ามีมากกว่า 4 ประการในช่วง 1 ปี จะถือว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย 
ทั้งการกิน การขับถ่าย และกระทบต่อการเรียน สภาพสังคมของคนๆ นั้นต่อไป
 
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ 
         เทคโนโลยีที่ทันสมัย แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากเพียงใดก็ตาม สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ เทคโนโลยีทุกอย่างมีจุดเด่นและข้อด้อยของตนทั้งสิ้น ทั้งที่มาจากตัวเทคโนโลยีเอง และมาจากปัญหาอื่นๆ เช่น บุคคลที่มีจุดประสงค์ร้าย 
ในโลก cyberspace อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาหลักที่นับว่ายิ่งมีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้น ประมาณกันว่ามีถึง 230% ในช่วงปี 2002 และแหล่งที่เป็นจุดโจมตีมากที่สุดก็คือ อินเทอร์เน็ต นับว่ารุนแรงกว่าปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ 
หน่วยงานทุกหน่วยงานที่นำไอทีมาใช้งาน จึงต้องตระหนักในปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องลงทุนด้านบุคลากรที่มีความ
เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม และประเมินผลที่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
         
แต่ไม่ว่าจะมีการป้องกันดีเพียงใด ปัญหาการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ก็มีอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ระบบการโจมตีที่พบบ่อยๆ ได้แก่
         - Hacker & Cracker อาชญากรที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสังคมไอทีเป็นอย่างยิ่ง 
         - บุคลากรในองค์กร หน่วยงานใดที่ไล่พนักงานออกจากงานอาจสร้างความไม่พึงพอใจให้กับพนักงานจนมาก่อปัญหาอาชญากรรมได้เช่นกัน 
         - Buffer overflow เป็นรูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทำอันตรายให้กับระบบได้มากที่สุด โดยอาชญากรจะอาศัย
ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม การส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่ายเป็นปริมาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เครื่องไม่สามารถรันงานได้ตามปกติ หน่วยความจำไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดการแฮงค์ของระบบ เช่นการสร้างฟอร์มรับส่งเมล์ที่ไม่ได้ป้องกัน ผู้ไม่ประสงค์อาจจะใช้ฟอร์มนั้นในการส่งข้อมูลกระหน่ำระบบได้ 
         - Backdoors นักพัฒนาเกือบทุกราย มักสร้างระบบ Backdoors เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งหากอาชญากรรู้เท่าทัน ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors นั้นได้เช่นกัน 
         - CGI Script ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส มักเป็นช่องโหว่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน 
         - Hidden HTML การสร้างฟอร์มด้วยภาษา HTML และสร้างฟิลด์เก็บรหัสแบบ Hidden ย่อมเป็นช่องทางที่อำนวย
ความสะดวกให้กับอาชญากรได้เป็นอย่างดี โดยการเปิดดูรหัสคำสั่ง (Source Code) ก็สามารถตรวจสอบและนำมา
ใช้งานได้ทันที 
         - Failing to Update การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ เพื่อให้ผู้ใช้นำไปปรับปรุงเป็นทางหนึ่งที่อาชญากร นำไป
จู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้เช่นกัน เพราะกว่าที่เจ้าของเว็บไซต์ หรือระบบ จะทำการปรับปรุง (Updated) ซอตฟ์แวร์ที่มีช่องโหว่นั้น ก็สายเกินไปเสียแล้ว 
         - Illegal Browsing ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหนีไม่พ้นการส่งค่าผ่านทางบราวเซอร์ แม้กระทั่งรหัสผ่านต่างๆ ซึ่งบราวเซอร์บางรุ่น หรือรุ่นเก่าๆ ย่อมไม่มีความสามารถในการเข้ารหัส หรือป้องกันการเรียกดูข้อมูล นี่ก็เป็นอีกจุดอ่อนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน 
         - Malicious scripts จะมีการเขียนโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์ แล้วผู้ใช้เรียกเว็บไซต์ดูบนเครื่องของตน อย่างมั่นใจ
หรือว่าไม่เจอปัญหาอะไร อาชญากรอาจจะเขียนโปรแกรมแฝงในเอกสารเว็บ เมื่อถูกเรียก โปรแกรมนั้นจะถูกดึงไปประมวลผลฝั่งไคลน์เอ็นต์ และทำงานตามที่กำหนดไว้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ใช้จะไม่ทราบว่าตนเองเป็นผู้สั่งรันโปรแกรมนั้นเอง 
         - Poison cookies ขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์ ที่เก็บข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะกำหนด จะถูกเรียกทำงานทันทีเมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี้ชิ้นนี้ และไม่ยากอีกเช่นกันที่จะเขียนโปรแกรมแฝงอีกชิ้น ให้ส่งคุกกี้ที่บันทึกข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้ส่งกลับไปยังอาชญากร 
         - ไวรัสคอมพิวเตอร์ ภัยร้ายสำหรับหน่วยงานที่ใช้ไอทีตั้งแต่เริ่มแรก และดำรงอยู่อย่างอมตะตลอดกาล ในปี 2001 
พบว่าไวรัส Nimda ได้สร้างความเสียหายได้สูงสุด เป็นมูลค่าถึง 25,400 ล้าบบาท ในทั่วโลก ตามด้วย Code Red, Sircam, LoveBug, Melissa ตามลำดับที่ไม่หย่อนกว่ากัน 
         ปัญหาของโลกไอที มีหลากหลายมาก การทำนายผลกระทบที่มีข้อมูลอ้างอิงอย่างพอเพียง การมีทีมงานที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม ประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ คงจะช่วยให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้าง



การเปลี่ยนไอคอนตรง Address Bar

การเปลี่ยนไอคอนตรง Address Bar


วิธีการเปลี่ยนไอคอนตรง Address Bar

1. ขั้นตอนแรกนำรูปไปแปลงให้เป็นไฟล์ .ico ก่อนค่ะ โดยเข้าไปที่เว็บ http://www.prodraw.net/favicon/index.php แล้วทำการ Browse รูปที่ต้องการทำเป็นไอคอน Address Bar  แล้วกด Upload it



2. ทางเว็บก็จะมีให้เลือกขนาด ในที่นี้ให้เลือก 16x16 px แล้วกด Generate It
3. เมื่อ Generate เสร็จก็จะขึ้นลิ้งค์ เราก็ก็อบปี้ลิ้งค์ ตรง No Sharpen ค่ะ

4.หลังจากก็อบปี้เสร็จก็เปิดหน้าของการแก้ไขบล็อก> การออกแบบ> แก้ไข HTML

 5. ทำการค้นหาคำว่า <title><data:blog.pageTitle/></title> แล้วนำโค้ดด้านล่างนี้ไปแปะไว้หลังคำดังกล่าว

<link href='ลิ้งค์ไอคอน' rel='shortcut icon' type='image/x-icon'/>

แล้วนำลิ้งค์ไอคอนมาวางไว้ตรงตัวอักษรสีแดง แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ อย่าลืมกด บันทึกด้วยนะ



Credit BY: Oriental Princess

ประโยชน์ของการจัดการความรู้






ประโยชน์ของการจัดการความรู้

หากเรานำการจัดการความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อาจเป็นประโยชน์
ต่อเราอย่างมาก ซึ่งประโยชน์การจัดการความรู้มีดังนี้

1. ผู้ที่นำการจัดการความรู้มาใช้ก็จะทำให้ผู้นั้นสามารถเลือกสรรแต่ความรู้
    ที่ดี ที่มีประโยชน์
2. สามารถนำความรู้ของเราไปปรับใช้ในการงาน การเรียนของเราได้อย่าง
    เป็นระบบ ระเบียบ
3. เมื่อเรามีการแลกเปลี่ยนความรู้กับบุคคลอื่น มันก็ทำให้เรานั้นสามารถได้ความรู้
    ใหม่ๆ เพิ่มเติมจากความรู้เดิม
4. เมื่อเรามีการสอบหรือวัดผล ทำให้เรานั้นสามารถรู้ได้ว่า ตัวของเรานั้น
    มีความรู้ที่เป็นระบบมากแค่ไหน
5. ความรู้ของเราอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ก็ต่อเมื่อเราได้มีการเผยแพร่
    ความรู้ตามหลักการจัดการความรู้

    เห็นไหมค่ะว่า การจัดการความรู้ สามารถทำให้เรามีความรู้ที่ถูกต้อง มีระบบ
และเป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเรา



Credit BY: Oriental Princess


โมเดลการจัดการความรู้, Model, KM

เตือนภัยไวรัสจากเพื่อนในเอ็มเอสเอ็น

ไอทีในชีวิตประจำวัน 
เรื่อง  " เตือนภัยไวรัสจากเพื่อนในเอ็มเอสเอ็น "

credit : http://t-zaa.com


เอ็มเอสเอ็น (MSN Messenger) คือโปรแกรมที่ช่วยในการสื่อสาร หรือสนทนาออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเลือกแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทผู้พัฒนาในการนำโปรแกรมมาใช้ เป็นที่นิยมจนอาจกล่าวได้ว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนรู้จักโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น การรู้จักใช้โปรแกรมเอ็มเอสเอ็นในทางที่ถูก สมเหตุสมผลอาจสร้างคุณประโยชน์ได้อย่างเอนกอนันต์ แต่ถ้าไม่รู้จักใช้ก็อาจเกิดโทษมหันต์ อาทิ นักศึกษาแชท(Chat)กับเพื่อนเพลินจนไม่ออกจากหอพักไปเรียนหนังสือ หรือแอบแชทระหว่างเรียนผ่านโทรศัพท์(Smart Phone)จนไม่ฟังครูสอน เจ้าหน้าที่ในบริษัทแชทเพลินจนไม่ตั้งใจทำงาน ให้เวลากับงานน้อยลง หรือมีเวลาว่างมากจนสามารถหาเพื่อนแปลกหน้าจากอินเทอร์เน็ตมาเป็นเพื่อนสนิทได้...
นโยบายของบริษัทหรือสถาบันการศึกษาบางแห่งปฏิเสธการให้บริการโปรแกรมบางประเภทแก่สมาชิกในองค์กร บางแห่งยกเลิกการให้บริการอินเทอร์เน็ตเพราะไม่เห็นความจำเป็น หรือให้บริการเฉพาะที่มีประสิทธิผลต่อองค์กร อาทิ จำกัดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นต่อองค์กร จำกัดบริการเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัย หรือจำกัดการใช้ทรัพยากรเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ตัวอย่างการปฏิเสธบริการในองค์กร เช่น ไม่บริการโปรแกรมบิททอร์เร้นท์ (Bittorent) บล็อกเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม จำกัดเวลาการใช้งานของผู้ใช้บางกลุ่ม หรือจำกัดความเร็วในการรับส่งข้อมูล ถ้าไม่จำกัดอาจมีพนักงานบางท่านดาวน์โหลดภาพยนต์จากอินเทอร์เน็ตเขียนลงซีดี แล้วนำกลับไปสะสมไว้ที่บ้าน...
                            ไวรัสจากโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นเป็นภัยเงียบที่ระบาดในองค์กรจนสร้างความเสียหายได้ง่าย เพราะในรายชื่อผู้ติดต่อ(Contact List) ที่อยู่ในโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของบัญชี (Account Owner) หากไวรัสแอบใช้ชื่อเพื่อนสนิทส่งแฟ้มข้อมูลมาให้ ผู้รับมักดาวน์โหลด(Download)เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยความไว้วางใจ กว่าจะรู้ตัวก็ติดไวรัสตัวไปแล้ว และโปรแกรมแอนตี้ไวรัส(Antivirus Program) ก็มักไม่รู้จักไวรัสที่มาใหม่ เพื่อนสนิทที่ส่งไวรัสให้ผู้รับก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ทางป้องกันคืออย่าไว้ใจใคร ทางแก้ไขคือค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต และแก้ไขไปตามวิธีที่สะดวกที่สุด...
ถ้าไม่สามารถเลิกใช้โปรแกรมเอ็มเอสเอ็นก็ต้องหาวิธีป้องกัน วิธีแรกคือปรับปรุงรุ่นของโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นไม่ให้เป็นเหยื่อของไวรัสด้วยการดาวน์โหลดและติดตั้งแทนของเดิม วิธีที่สองคือปรับรุ่นของโปรแกรมป้องกันไวรัสอยู่เสมอ วิธีที่สามคืออ่านข่าวสารข้อมูลด้านไอทีอยู่เสมอ เพราะข่าวสารเหล่านั้นจะทำให้เรารู้เท่าทันภัยคุกคามที่เปลี่ยนรูปแบบเข้ามาทำร้ายข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าถูกคุกคามไม่ว่าจากไวรัสคอมพิวเตอร์(Virus Computer) หรือสปายแวร์(Spyware) ก็ต้องหาวิธีป้องกัน หรือแก้ไขในทันทีจากคำแนะนำที่ได้จากเว็บไซต์ หาข้อมูลเพิ่มเติมที่ google.com และหวังว่าท่านจะไม่ปล่อยให้วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก จึงแนะนำไว้ก่อนว่ากันไว้ดีกว่าแก้ เพราะแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน...

credit : http://www.thaiall.com/itinlife