ผลที่เกิดจากการเล่นอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ผลที่เกิดจากการเล่นอินเตอร์เน็ต


1. ผลการเรียนตก
2. เด็กมีความก้าวร้าว ต่อผู้ใหญ่
3. ขาดความอบอุ่น เพราะไม่ได้อยู่กับครอบครัว
4. เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท
5. ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว
6. ตื่นสาย เพราะนอนดึก
7. ติดเกม
8. หน้าหมองคล้ำ ไม่สดชื่่่่น
9. สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มือเกร่ง
10. ถูกล่อลวงได้ง่าย
11. มีอาการมึนๆ เบล่อๆ
12. เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง
13. เพื่อนไม่คบ
14. เพ้อเจ่อ หลงตัวเอง
15. ระบบประสาทมีความผิดปกติ

เข้าใจเด็กไอที เสริมภูมิต้านทานภัยเทคโนโลยี


       
เข้าใจเด็กไอที เสริมภูมิต้านทานภัยเทคโนโลยี

              ปัจจุบันตามเมืองที่ความเจริญทางเทคโนโลยีเข้าถึง เด็กน้อยคนนักที่จะไม่เคยได้สัมผัสคอมพิวเตอร์หรือท่องโลกอินเตอร์เน็ต บ้างก็คุยกันมีเมล์มั้ย? แชทได้ป่าว? มี Hi5 หรือยัง? เคยเล่นเกมนี้หรือยัง? แบ่งแยก "เด็กอิน(เทรน)" กับ "เด็กเอ้าท์" ใครไม่เคยใครไม่มีก็เชยสุดๆ ซึ่งมันไม่ผิดเลยถ้าเด็กจะหันไปหาเทคโนโลยีมากขึ้นเพราะเมื่อมองรอบข้างแล้วมันก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต แล้วนี่ 3G ก็มาเยือนแล้ว แต่เมื่อมองถึงปัญหาของเด็กกับภัยเทคโลยีในขณะนี้ อะไรเล่าที่เป็นส่วนหนึ่งปัญหา เด็ก เทคโนโลยี หรืออะไรกันแน่


ตลอดปีที่ผ่านมาศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) มูลนิธิกระจกเงา ได้รับแจ้งและให้คำปรึกษาอยู่หลายรายจนพบว่า ช่องโหว่หรือส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาเด็กหายทั้งในกรณีติดเกม ติดแชท นั่นก็คือ "ช่องว่างระหว่างวัยของคนในครอบครัว" เพราะในแต่ละรุ่นจะมีเรื่องพื้นฐานความคิดความอ่านไม่เหมือนกัน อีกทั้งยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ในครอบครัวเดี่ยวจะพบว่ามีคน 2 รุ่นอยู่ร่วมกัน อันได้แก่ รุ่นลูกและรุ่นพ่อแม่ สำหรับครอบครัวใหญ่ก็จะมีราว 4 รุ่น คือ รุ่นลูก รุ่นพ่อแม่ รุ่นลุงป้าน้าอา และรุ่นปู่ย่าตายาย


❤ ส่วนใหญ่แล้วรุ่นที่จะมีความเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วจะเป็นรุ่นลูก
❤ ส่วนรุ่นของพ่อแม่ก็จะพอทราบว่ามันมีคอมพิวเตอร์มีอินเตอร์เน็ตนะ อาจจะพอทราบว่าใช้งานอย่างไรหรือนำไปสู่อะไรได้บ้างแต่ไม่เคยใช้งานเอง
❤ ถัดมาเป็นรุ่นปู่ย่าตายายรุ่นนี้อาจจะไม่ทราบเลย แล้วช่องว่างระหว่างวัยนี้ก่อให้เกิดปัญหาได้อย่างไร
เมื่อรุ่นผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย ซึ่งมีความแตกต่างเรื่องความรู้สึกนึกคิดอยู่แล้ว และไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของเด็ก เช่น การเล่นแชท การเล่นเกม จนเกิด การดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรงและการห้ามปรามโดยไม่ให้เล่นคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตอย่างเด็ดขาด บางรายถึงขั้นลงไม้ลงมือ ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงบางรายตัดสินใจออกจากบ้าน เมื่อ "ไม่อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก" แต่สิ่งที่ทำนี้จะเปรียบเสมือน "การหักไม้"








 สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวไทยกับเด็กไอทีในวันนี้ คือ ความรัก ความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่ในแบบฉบับของเด็กยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องพอรู้ความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่บุตรหลานเข้าถึง ทำความเข้าใจสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้คำแนะนำหรือตักเตือน และหมั่นทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว อาจจะต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวเข้าหากันสักพักใหญ่ แต่เชื่อได้ว่าช่องว่างระหว่างวัยของคนในครอบครัวจะเริ่มลดทอนความแตกต่าง ซึ่งในอีกทางหนึ่งสิ่งนี้ก็จะเป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานภัยเทคโนโลยีให้เด็กๆ ได้อีกด้วย

COP ในการจัดการความรู้ คืออะไร?


COP คืออะไรกัน?           

           COPs ย่อมาจากคำว่า Community Of Practice ก็คือ กลุ่มคนหรือบุคคล
ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน แล้วมารวมตัวกัน จัดเป็นกุล่มเพื่อที่จะมาแลกเปลี่ยน
ความรู้ซึ่งกันและกัน สามารถได้ความรู้ใหม่ๆ จากการที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และ
เป็นประโยชน์อย่างมากมายต่อองค์กร



COP ทำอะไรบ้างหล่ะ?     

       1. สมาชิกทุกคน เมื่อว่างก็จะมานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
         2. สมาชิกแต่ละคนล้วนแต่มีประสบการณ์ ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอก
             แต่ละคนก็จะนำประสบการณ์เหล่านั้น มาแบ่งปันให้สมาชิกฟัง
         3. เมื่อในกลุ่มต่างพบเจอปัญหา สมาชิกก็จะช่วยกันในการแก้ปัญหาเหล่านั้น
         4. หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว ก็จะนำข้อมูลหรือประสบการณ์เหล่านั้น
             มาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเผบแพร่ต่อไป 



ประโยชน์ของ COP

        1. ในการรวมตัวกันทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ซึ่งสามารถผสมผสานกันอย่าง
               ลงตัว
          2. เกิดความสามามัคคีกันภายในกลุ่ม
          3. องค์กรสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาและต่อยอดจนสำเร็จผล



COP เกี่ยวกับ "การจัดการความรู้" อย่างไรหล่ะ?

     ถ้าพูดถึง COP ก็ต้องนึกถึงการจัดการความรู้ เพราะ COP นำกระบวนการจัดการความรู้
มาประยุกต์ใช้ อย่างเช่น
       1. การแบ่งปัน/แลกเปลี่ยนความรู้ : COP ก็ต้องนำกระบวนการนี้มาใช้
             เพื่อคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจะได้ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น
         2. การจัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ : เมื่อสมาชิกแลกเปลี่ยนความรู้กันเสร็จสิ้น
             ก็ต้องนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยน นำมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
             เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย
      การจัดการความรู้เป็นสิ่งที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายด้าน มันก็ขึ้นกับว่า
คุณจะนำ "การจัดการความรู้" ไปประยุกต์ใช้ในด้านใด




Credit BY: Oriental Princess

การจัดการความรู้รอยยิ้มของคนไทย

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
การจัดการความรู้ของรอยยิ้มคนไทย
              รอยยิ้มของคนเรานั้นนับเป็นสิ่งที่สดใสดูแล้วชั่งมีความจริงใจ อบอุ่น และสำหรับใครๆก๊มักจะอยากได้รอยยิ้มนั้นมาครอบครองรวมถึงตัวของฉันเองด้วย ทุกๆ เช้าฉันจะตื่นนอนขึ้นมาแล้วก็มองหน้ากระจกมองดู ใบหน้าของตัวเองว่าก่อนนอน และหลังตื่นนอนจะเป็นยังไงเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน คนเราถ้าปราศจากการแต่งเติมจะเป๊นยังไงชีวิตดีด้วย... 
              รอยยิ้มชีวิตของคนเราปัจจุบันในยุติโลกไร้พรมแดน มีเรื่องที่ทำให้คนเราต้องคิดและเครียดมากมายเหลือเกินโดยเฉพาะประเทศไทยที่ กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ในขณะนี้ว่ากันกันว่าถ้าใครไม่เครียด เป็นคนไม่ทันสมัยกันเชียวแหละ ซึ่งถ้าหากเครียดเล็กน้อยพอให้จิตใจได้ฝึกฝนการแก้ไขหรือเอาชนะอุปสรรค์บาง ก็เป็นการดี แต่ถ้าเผลอตัวปล่อยให้ความเครียดสะสมอยู่ในจิตใจมากๆ ย่อมไม่มีแน่นอนเพราะความเครียดจะสงผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานโรคลดน้อยลงและเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอีกมากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคแผลในกระเพราะอาหาร เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องเสียเงินในการรักษาตัว และเสียงาน ต้องลาหยุดงานบ่อยๆ 
             เอาเถอะถึงแม้ว่าสภาพสังคมแวดล้อมจะเป็นอย่างไรก็จะพยายามรักษาจิตใจของเรา ไว้ให้เบิกบานแจ่มใสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และวิธีง่ายที่สุด ประหยัด หาได้ง่าย ที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดที่อยากจะแนะนำ คือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเป็น ยาแก้เครียดขนาดนี้ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนให้เสียเงิน มันอยู่บนใบหน้าของเรานี่เอง แถมประสิทธิภาพดียอดเยี่ยมอย่างที่ใครๆ คาดไม่ถึงกัน แพทย์ที่ทำการศึกษาสรีระวิทยาของการยิ้ม พบว่า การยิ้มและเสียงหัวเราะจะมีผลดีต่อเรามาก เช่นเดียวกับการวิ่งจ๊อกกิ้งหรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอื่นๆ เนื่องจากที่เรายิ้ม กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะเคลื่อนไหวทำให้ต่อมฮอร์โมนในสมองถูกกระตุ้นให้หลั่ง สารสุขที่เรียกว่า “ เอนดอร์ฟีน ” ออกมา 
ส่วนการหัวเราะซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นตอนต่อไปจากการยิ้มนั้น จะช่วยให้ปอดได้รับออกซิเจนเพิ่มมากกว่าปกติ ช่วยให้มีการหายใจลึกขึ้นซึ่งเป็นผลให้การหมุนเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ไม่ติดขัดหลอดเลือดดำขยายตัวทำให้เลือดฉีดแรงเต็มที่ นอกจากนี้การหัวเราะยังช่วยให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นเพราะเป็นการช่วยส่ง ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้กับระบบต่างๆ และยับยังการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติได้ด้วย
            ดังนั้น ถ้าหากใครไม่อยากป่วยด้วยโรคจิตแห่งยุคสมัยก็ลองหันมาคลายเครียดด้วยร้อย ยิ้มและเสียงหัวเราะ เพราะเมื่อไหร่ที่เรายิ้มหรือหัวเราะ โลกหรือบรรยากาศรอบตัวก็ดูสดใสเหมือนกับรอยยิ้มของเรานั่นแหละค่ะ

โทษของอินเทอร์เน็ต

โทษของอินเทอร์เน็ต       
       - โทษของอินเทอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เสียหาย, ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง, แหล่งประกาศซื้อขาย
ของผิดกฏหมาย, ขายบริการทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างๆ 
         - อินเทอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำให้การควบคุมกระทำได้ยาก 
         - มีข้อมูลที่มีผลเสียเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก 
         - ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้การค้นหากระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร 
         - เติบโตเร็วเกินไป 
         - ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง-กลั่นแกล้งจากเพื่อน 
         - ถ้าเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้ 
         - ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ 
         - ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้ (นั่นจะเป็นเฉพาะการต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Dial up แต่ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะสามารถใช้งานโทรศัพท์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย) 
         - เป็นสถานที่ที่ใช้ติดต่อสื่อสาร เพื่อก่อเหตุร้าย เช่น การวางระเบิด หรือล่อลวงผู้อื่นไปกระทำชำเรา 
         - ทำให้เสียสุขภาพ เวลาที่ใช้อินเตอร์เนตเป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว 
 
โรคติดอินเทอร์เน็ต 
         โรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic) เป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S Young ได้ศึกษาและวิเคราะห์ไว้ว่า บุคคลใดที่มีอาการดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 ประการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี แสดงว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต
         - รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต 
         - มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้ 
         - รู้สึกหงุดหงิดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง หรือหยุดใช้ 
         - คิดว่าเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น 
         - ใช้อินเทอร์เน็ตในการหลีกเลี่ยงปัญหา 
         - หลอกคนในครอบครัว หรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตของตนเอง 
         - มีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต เช่น หดหู่ กระวนกระวาย 
        ซึ่งอาการดังกล่าว ถ้ามีมากกว่า 4 ประการในช่วง 1 ปี จะถือว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย 
ทั้งการกิน การขับถ่าย และกระทบต่อการเรียน สภาพสังคมของคนๆ นั้นต่อไป
 
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ 
         เทคโนโลยีที่ทันสมัย แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากเพียงใดก็ตาม สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ เทคโนโลยีทุกอย่างมีจุดเด่นและข้อด้อยของตนทั้งสิ้น ทั้งที่มาจากตัวเทคโนโลยีเอง และมาจากปัญหาอื่นๆ เช่น บุคคลที่มีจุดประสงค์ร้าย 
ในโลก cyberspace อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาหลักที่นับว่ายิ่งมีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้น ประมาณกันว่ามีถึง 230% ในช่วงปี 2002 และแหล่งที่เป็นจุดโจมตีมากที่สุดก็คือ อินเทอร์เน็ต นับว่ารุนแรงกว่าปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ 
หน่วยงานทุกหน่วยงานที่นำไอทีมาใช้งาน จึงต้องตระหนักในปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องลงทุนด้านบุคลากรที่มีความ
เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม และประเมินผลที่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
         
แต่ไม่ว่าจะมีการป้องกันดีเพียงใด ปัญหาการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ก็มีอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ระบบการโจมตีที่พบบ่อยๆ ได้แก่
         - Hacker & Cracker อาชญากรที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสังคมไอทีเป็นอย่างยิ่ง 
         - บุคลากรในองค์กร หน่วยงานใดที่ไล่พนักงานออกจากงานอาจสร้างความไม่พึงพอใจให้กับพนักงานจนมาก่อปัญหาอาชญากรรมได้เช่นกัน 
         - Buffer overflow เป็นรูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทำอันตรายให้กับระบบได้มากที่สุด โดยอาชญากรจะอาศัย
ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม การส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่ายเป็นปริมาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เครื่องไม่สามารถรันงานได้ตามปกติ หน่วยความจำไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดการแฮงค์ของระบบ เช่นการสร้างฟอร์มรับส่งเมล์ที่ไม่ได้ป้องกัน ผู้ไม่ประสงค์อาจจะใช้ฟอร์มนั้นในการส่งข้อมูลกระหน่ำระบบได้ 
         - Backdoors นักพัฒนาเกือบทุกราย มักสร้างระบบ Backdoors เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งหากอาชญากรรู้เท่าทัน ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors นั้นได้เช่นกัน 
         - CGI Script ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส มักเป็นช่องโหว่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน 
         - Hidden HTML การสร้างฟอร์มด้วยภาษา HTML และสร้างฟิลด์เก็บรหัสแบบ Hidden ย่อมเป็นช่องทางที่อำนวย
ความสะดวกให้กับอาชญากรได้เป็นอย่างดี โดยการเปิดดูรหัสคำสั่ง (Source Code) ก็สามารถตรวจสอบและนำมา
ใช้งานได้ทันที 
         - Failing to Update การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ เพื่อให้ผู้ใช้นำไปปรับปรุงเป็นทางหนึ่งที่อาชญากร นำไป
จู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้เช่นกัน เพราะกว่าที่เจ้าของเว็บไซต์ หรือระบบ จะทำการปรับปรุง (Updated) ซอตฟ์แวร์ที่มีช่องโหว่นั้น ก็สายเกินไปเสียแล้ว 
         - Illegal Browsing ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหนีไม่พ้นการส่งค่าผ่านทางบราวเซอร์ แม้กระทั่งรหัสผ่านต่างๆ ซึ่งบราวเซอร์บางรุ่น หรือรุ่นเก่าๆ ย่อมไม่มีความสามารถในการเข้ารหัส หรือป้องกันการเรียกดูข้อมูล นี่ก็เป็นอีกจุดอ่อนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน 
         - Malicious scripts จะมีการเขียนโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์ แล้วผู้ใช้เรียกเว็บไซต์ดูบนเครื่องของตน อย่างมั่นใจ
หรือว่าไม่เจอปัญหาอะไร อาชญากรอาจจะเขียนโปรแกรมแฝงในเอกสารเว็บ เมื่อถูกเรียก โปรแกรมนั้นจะถูกดึงไปประมวลผลฝั่งไคลน์เอ็นต์ และทำงานตามที่กำหนดไว้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ใช้จะไม่ทราบว่าตนเองเป็นผู้สั่งรันโปรแกรมนั้นเอง 
         - Poison cookies ขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์ ที่เก็บข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะกำหนด จะถูกเรียกทำงานทันทีเมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี้ชิ้นนี้ และไม่ยากอีกเช่นกันที่จะเขียนโปรแกรมแฝงอีกชิ้น ให้ส่งคุกกี้ที่บันทึกข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้ส่งกลับไปยังอาชญากร 
         - ไวรัสคอมพิวเตอร์ ภัยร้ายสำหรับหน่วยงานที่ใช้ไอทีตั้งแต่เริ่มแรก และดำรงอยู่อย่างอมตะตลอดกาล ในปี 2001 
พบว่าไวรัส Nimda ได้สร้างความเสียหายได้สูงสุด เป็นมูลค่าถึง 25,400 ล้าบบาท ในทั่วโลก ตามด้วย Code Red, Sircam, LoveBug, Melissa ตามลำดับที่ไม่หย่อนกว่ากัน 
         ปัญหาของโลกไอที มีหลากหลายมาก การทำนายผลกระทบที่มีข้อมูลอ้างอิงอย่างพอเพียง การมีทีมงานที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม ประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ คงจะช่วยให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้าง