Boy Band Fasion

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ในยุคสมัยนี้ แฟชั่นการแต่งกาย มีต้นแบบมาจากนักร้องหรือนักแสดงหลายๆคน
จนเกิดกระแสนิยมการแต่งกายเลียนแบบนักร้องกัน
ศิลปินนักร้องส่วนมากที่เป็นต้นแบบมักจะมาจากทางประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น

ผมจึงเอาบทความเกี่ยวกับแฟชั่นมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน


รูปภาพจาก http://www.zheza.com/magazine/article/736

กระแสนิยม [Intrend]

กระแสนิยม
 เป็นการทำอะไรก็ตามไปตามยุคตามสมัย โดยไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อ
กระแสนิยมเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไปเพื่อเสิมสร้างการก้าวทันโกล
และที่สำคัญควรที่จะก้าวทันอย่างมีสติ และคิดไตร่ให้เหมาะสมกับตัวเองอีกด้วย

ผลที่เกิดจากการเล่นอินเตอร์เน็ต

ผลที่เกิดจากการเล่นอินเตอร์เน็ต


1. ผลการเรียนตก
2. เด็กมีความก้าวร้าว ต่อผู้ใหญ่
3. ขาดความอบอุ่น เพราะไม่ได้อยู่กับครอบครัว
4. เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท
5. ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว
6. ตื่นสาย เพราะนอนดึก
7. ติดเกม
8. หน้าหมองคล้ำ ไม่สดชื่่่่น
9. สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มือเกร่ง
10. ถูกล่อลวงได้ง่าย
11. มีอาการมึนๆ เบล่อๆ
12. เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง
13. เพื่อนไม่คบ
14. เพ้อเจ่อ หลงตัวเอง
15. ระบบประสาทมีความผิดปกติ

เข้าใจเด็กไอที เสริมภูมิต้านทานภัยเทคโนโลยี


       
เข้าใจเด็กไอที เสริมภูมิต้านทานภัยเทคโนโลยี

              ปัจจุบันตามเมืองที่ความเจริญทางเทคโนโลยีเข้าถึง เด็กน้อยคนนักที่จะไม่เคยได้สัมผัสคอมพิวเตอร์หรือท่องโลกอินเตอร์เน็ต บ้างก็คุยกันมีเมล์มั้ย? แชทได้ป่าว? มี Hi5 หรือยัง? เคยเล่นเกมนี้หรือยัง? แบ่งแยก "เด็กอิน(เทรน)" กับ "เด็กเอ้าท์" ใครไม่เคยใครไม่มีก็เชยสุดๆ ซึ่งมันไม่ผิดเลยถ้าเด็กจะหันไปหาเทคโนโลยีมากขึ้นเพราะเมื่อมองรอบข้างแล้วมันก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต แล้วนี่ 3G ก็มาเยือนแล้ว แต่เมื่อมองถึงปัญหาของเด็กกับภัยเทคโลยีในขณะนี้ อะไรเล่าที่เป็นส่วนหนึ่งปัญหา เด็ก เทคโนโลยี หรืออะไรกันแน่


ตลอดปีที่ผ่านมาศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) มูลนิธิกระจกเงา ได้รับแจ้งและให้คำปรึกษาอยู่หลายรายจนพบว่า ช่องโหว่หรือส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาเด็กหายทั้งในกรณีติดเกม ติดแชท นั่นก็คือ "ช่องว่างระหว่างวัยของคนในครอบครัว" เพราะในแต่ละรุ่นจะมีเรื่องพื้นฐานความคิดความอ่านไม่เหมือนกัน อีกทั้งยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ในครอบครัวเดี่ยวจะพบว่ามีคน 2 รุ่นอยู่ร่วมกัน อันได้แก่ รุ่นลูกและรุ่นพ่อแม่ สำหรับครอบครัวใหญ่ก็จะมีราว 4 รุ่น คือ รุ่นลูก รุ่นพ่อแม่ รุ่นลุงป้าน้าอา และรุ่นปู่ย่าตายาย


ส่วนใหญ่แล้วรุ่นที่จะมีความเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วจะเป็นรุ่นลูก
ส่วนรุ่นของพ่อแม่ก็จะพอทราบว่ามันมีคอมพิวเตอร์มีอินเตอร์เน็ตนะ อาจจะพอทราบว่าใช้งานอย่างไรหรือนำไปสู่อะไรได้บ้างแต่ไม่เคยใช้งานเอง
ถัดมาเป็นรุ่นปู่ย่าตายายรุ่นนี้อาจจะไม่ทราบเลย แล้วช่องว่างระหว่างวัยนี้ก่อให้เกิดปัญหาได้อย่างไร
เมื่อรุ่นผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย ซึ่งมีความแตกต่างเรื่องความรู้สึกนึกคิดอยู่แล้ว และไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของเด็ก เช่น การเล่นแชท การเล่นเกม จนเกิด การดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรงและการห้ามปรามโดยไม่ให้เล่นคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตอย่างเด็ดขาด บางรายถึงขั้นลงไม้ลงมือ ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงบางรายตัดสินใจออกจากบ้าน เมื่อ "ไม่อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก" แต่สิ่งที่ทำนี้จะเปรียบเสมือน "การหักไม้"








 สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวไทยกับเด็กไอทีในวันนี้ คือ ความรัก ความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่ในแบบฉบับของเด็กยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องพอรู้ความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่บุตรหลานเข้าถึง ทำความเข้าใจสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้คำแนะนำหรือตักเตือน และหมั่นทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว อาจจะต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวเข้าหากันสักพักใหญ่ แต่เชื่อได้ว่าช่องว่างระหว่างวัยของคนในครอบครัวจะเริ่มลดทอนความแตกต่าง ซึ่งในอีกทางหนึ่งสิ่งนี้ก็จะเป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานภัยเทคโนโลยีให้เด็กๆ ได้อีกด้วย

COP ในการจัดการความรู้ คืออะไร?


COP คืออะไรกัน?           

           COPs ย่อมาจากคำว่า Community Of Practice ก็คือ กลุ่มคนหรือบุคคล
ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน แล้วมารวมตัวกัน จัดเป็นกุล่มเพื่อที่จะมาแลกเปลี่ยน
ความรู้ซึ่งกันและกัน สามารถได้ความรู้ใหม่ๆ จากการที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และ
เป็นประโยชน์อย่างมากมายต่อองค์กร



COP ทำอะไรบ้างหล่ะ?     

       1. สมาชิกทุกคน เมื่อว่างก็จะมานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
         2. สมาชิกแต่ละคนล้วนแต่มีประสบการณ์ ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอก
             แต่ละคนก็จะนำประสบการณ์เหล่านั้น มาแบ่งปันให้สมาชิกฟัง
         3. เมื่อในกลุ่มต่างพบเจอปัญหา สมาชิกก็จะช่วยกันในการแก้ปัญหาเหล่านั้น
         4. หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว ก็จะนำข้อมูลหรือประสบการณ์เหล่านั้น
             มาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเผบแพร่ต่อไป 



ประโยชน์ของ COP

        1. ในการรวมตัวกันทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ซึ่งสามารถผสมผสานกันอย่าง
               ลงตัว
          2. เกิดความสามามัคคีกันภายในกลุ่ม
          3. องค์กรสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาและต่อยอดจนสำเร็จผล



COP เกี่ยวกับ "การจัดการความรู้" อย่างไรหล่ะ?

     ถ้าพูดถึง COP ก็ต้องนึกถึงการจัดการความรู้ เพราะ COP นำกระบวนการจัดการความรู้
มาประยุกต์ใช้ อย่างเช่น
       1. การแบ่งปัน/แลกเปลี่ยนความรู้ : COP ก็ต้องนำกระบวนการนี้มาใช้
             เพื่อคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจะได้ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น
         2. การจัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ : เมื่อสมาชิกแลกเปลี่ยนความรู้กันเสร็จสิ้น
             ก็ต้องนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยน นำมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
             เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย
      การจัดการความรู้เป็นสิ่งที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายด้าน มันก็ขึ้นกับว่า
คุณจะนำ "การจัดการความรู้" ไปประยุกต์ใช้ในด้านใด




Credit BY: Oriental Princess